Minimally Invasive Surgery การผ่าตัดแบบส่องกล้อง เจ็บน้อย แผลเล็ก

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อนถ้าพูดถึง “การผ่าตัด” แล้ว สําหรับผู้ป่วยและญาติก็คงเป็น เรื่องใหญ่และน่ากังวลใจพอสมควร แต่เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าในปัจจุบันอย่าง “การผ่าตัดด้วยการ ส่องกล้อง” (Minimally Invasive Surgery) ทําให้การผ่าตัดไม่ใช่เรื่องที่ น่ากลัวอีกต่อไป เรียกได้ว่าเป็น ทางเลือกใหม่ที่ส่งผลดีต่อผู้ป่วยอย่างยิ่ง

การผ่าตัดแบบส่องกล้องเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการศัลยแพทย์ไทย ในปี พ.ศ. 2536 โดยเริ่มจากการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี จากนั้นจึงมีการศึกษา วิจัยอย่างต่อเนื่อง ทําให้การผ่าตัดแบบ ส่องกล้องได้เข้ามาตอบโจทย์ การรักษาโรคต่างๆ มากขึ้น ซึ่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ถือเป็นผู้นําใน การผ่าตัดแบบส่องกล้องด้วยผลงานที่โดดเด่น นั่นคือ การผ่าตัดไทรอยด์ ด้วยการส่องกล้อง สําเร็จเป็นรายแรก ของประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2548 โดย รศ.นพ.สุเทพ อุดมแสวงทรัพย์ อาจารย์ประจําภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความก้าวหน้าของวิธีการผ่าตัด แบบนี้ช่วยไม่ให้เกิด แผลเป็นขนาดใหญ่ที่บริเวณต้นคอของผู้ป่วยเหมือน การผ่าตัดด้วยวิธีเดิม เนื่องจากการผ่าตัดแบบส่องกล้อง จะผ่าทางผนัง ทรวงอก ซึ่งจะเกิดรอยแผลเป็นเพียง 1.5 ซม. จํานวน 1 แผล และแผลขนาด 0.5 ซม. อีก 2-3 แผลเท่านั้น โดยใช้เวลาผ่าตัดเพียง 2 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะพักฟื้น ในโรงพยาบาลประมาณ 2-3 วัน และสามารถกลับไปทํางานได้ภายใน 5-7 วัน ซึ่งผลการผ่าตัดเป็นที่น่าพอใจ ของทั้งศัลยแพทย์และ ผู้ป่วยเองด้วย

รศ.นพ.สุเทพ ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดแบบ ส่องกล้อง กล่าวว่า หลักการของการผ่าตัดแบบส่องกล้อง คือ การลด ขนาดของปากแผลให้เล็กมาก ด้วยการใช้เครื่องมือที่มี ขนาดยาวกว่าปกติ มีลักษณะคล้ายกับหลอดหรือท่อ เพื่อเจาะแล้วสอดกล้องกับ อุปกรณ์ผ่าตัดที่ปลายท่อ ด้านหนึ่งผ่านเข้าไปในร่างกายผู้ป่วย ในขณะที่ปลายอีกด้านหนึ่งเป็นด้ามจับสําหรับแพทย์ ปากแผลผ่าตัด จะมีขนาดเท่ากับเส้นผ่าศูนย์กลางของเครื่องมือคล้ายท่อเหล่านี้ อาจมีตั้งแต่ขนาด เล็กที่สุดเพียง 2 มิลลิเมตร หรือเล็กกว่าด้ามปากกา นอกจากนี้ การมอง ผ่านกล้องด้วยความละเอียดของกล้องที่สูงถึง 4K ก็จะช่วยให้แพทย์มอง เห็นรายละเอียดภายในร่างกายของผู้ป่วยได้ชัดเจนกว่าการมองด้วยตาเปล่า ในการผ่าตัดแบบเดิม และยังสามารถแยกแยะเนื้อเยื่อได้ดีขึ้นด้วย

ปัจจุบันการผ่าตัดแบบส่องกล้องจึงกลายเป็นวิธีการรักษาแบบมาตรฐานสําหรับบางอวัยวะและบางโรค เช่น การผ่าตัดถุงน้ําดี (ยกเว้นกรณีที่มี ภาวะอักเสบแบบฉุกเฉิน) และการผ่าตัดรักษาโรคอ้วน ซึ่งต้องใช้วิธีการผ่าตัดแบบส่องกล้องกับผู้ป่วยโรคอ้วนทุกราย อีกทั้งยังเป็นวิธีที่ใช้กับอวัยวะที่มีความซับซ้อน และยากต่อการผ่าตัดด้วยวิธีดั้งเดิม ได้แก่ ตับ ซึ่งเป็นอวัยวะชิ้นใหญ่ มีความแข็งกว่าอวัยวะอื่นและเต็มไปด้วยเส้นเลือด

นอกจากนี้ การผ่าตัดแบบส่องกล้องยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับบริเวณที่มองเห็นแผลผ่าตัดได้ง่าย เช่น โรคที่เกี่ยวข้องกับต่อมไทรอยด์ในอดีต ศัลยแพทย์ จะต้องผ่าบริเวณคอและผ่านเข้าไป ในกล้ามเนื้อซึ่ง จะทิ้งรอยแผลเป็นขนาดใหญ่เอาไว้ แต่ปัจจุบันการผ่าตัดแบบส่องกล้อง จะใช้วิธีเจาะเครื่องมือผ่าน บริเวณรักแร้ หน้าอก หรือเต้านม เสมือนขุดอุโมงค์มาถึงคอ แล้วตัดซีสต์หรือเนื้องอกออก นอกจากจะช่วยให้ไม่ให้เกิดรอยแผลที่คอแล้ว ยังช่วยให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็วและลด ผลข้างเคียง จากการผ่าตัด เช่น อาการเสียงแหบ หรือการติดเชื้ออื่นๆ ได้อีกด้วย

รศ.นพ.สุเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งโรคที่ใช้วิธีการรักษาด้วย การผ่าตัดแบบส่องกล้องแล้วได้ผลดี ก็คือ โรคอ้วน กลุ่มโรคอ้วนผิดปกติ หมายถึง ผู้ที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 40 หรือผู้ที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 35 ร่วมกับมีโรคแทรกซ้อน เช่น โรคเบาหวาน ความดัน เป็นต้น โดยจะอาศัย หลักการในการรักษา 2 อย่าง คือ การลดขนาดกระเพาะและการลดการดูดซึม ซึ่งทั้งสองหลักการดังกล่าวสามารถใช้การผ่าตัดได้ 3 วิธี คือ การรัดกระเพาะ การตัดกระเพาะส่วนที่ขยายออก และการตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร และบายพาสลําไส้ วิธีสุดท้ายนี้เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดเพราะจะทําให้ กระเพาะมีขนาดเล็กลง และการบายพาสลําไส้ จะทําให้น้ําย่อยและอาหาร พบกันในระดับที่ไกลลงไปอีก 150 เซนติเมตร

แม้ว่าในอดีตค่าใช้จ่ายสําหรับการผ่าตัดแบบส่องกล้องนั้นจะ ค่อนข้างสูงกว่าการผ่าตัดด้วยวิธีดั้งเดิม แต่ด้วยการพัฒนาทางเทคโนโลยี ที่ทันสมัยมากขึ้น ก็ส่งผลให้ต้นทุนของอุปกรณ์ทางการแพทย์มีราคาถูก ลงไปกว่าเดิมมาก อีกทั้งอุปกรณ์ยังได้รับการออกแบบให้สามารถฆ่าเชื้อโรค และนํากลับมาใช้ใหม่ได้ ทําให้ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดแบบส่องกล้อง และการผ่าตัดด้วยวิธีดั้งเดิมไม่ต่างกันมากนัก หากเปรียบเทียบกันด้วย ผลการผ่าตัดแล้ว อาจกล่าวได้ว่าการผ่าตัดแบบส่องกล้องเป็นทางเลือกที่ คุ้มค่าและส่งผลดีต่อผู้ป่วยมากกว่าวิธีผ่าตัดแบบเดิม