อยู่กับภาวะ “หัวใจล้มเหลว” อย่างไร ให้ “สำเร็จ”

          เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวล้ำ นําสมัย ในศตวรรษนี้ ให้ชีวิตใหม่กับผู้ป่วย “โรคร้ายแรง” ได้อย่างน่ามหัศจรรย์ แต่ก็น่า ใจหายเช่นกันที่ “โรคเรื้อรัง” กลับเป็นสาเหตุที่บั่นทอนชีวิตมนุษย์ ยุคใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งภาวะ “หัวใจล้มเหลว” ก็คือหนึ่งในนั้น ในปัจจุบันพบว่าอัตราการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวคือ 1 ใน 5 คน โดยมีประชากรมากกว่า 30 ล้านคนทั่วโลกกําลังอยู่ในภาวะนี้ อีกทั้งยัง มีจํานวนผู้เสียชีวิตมากกว่ามะเร็งทุกชนิดรวมกันด้วย
                หากเอ่ยถึง ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) หลายคน อาจจะสงสัยในอาการดังกล่าว แต่หากพูดถึงภาวะ “น้ําท่วมปอด” หรือ “หัวใจโต” เชื่อว่าน่าจะเคยได้ยิน และเห็นภาพกันมากขึ้น เพราะอาการสําคัญที่บ่งชี้ถึงชื่อของภาวะนี้ คือ น้ําคั่ง จากสภาวะ ที่หัวใจอ่อนแรง และ ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ตามปกติ ทําให้ เหนื่อยง่าย หายใจลําบาก รู้สึก เหมือนจมน้ํา ไม่สามารถนอนราบได้ ต้องใช้หมอนหนุนหลัง ตลอดเวลา ขาบวม ท้องบวม และน้ําหนักตัวเพิ่มสูงผิดปกติ เพราะการคั่งของน้ําในร่างกาย อาจจําอาการง่ายๆ เป็นตัวย่อว่า 3 น กับ 1 บ คือ น้ําหนักขึ้น เหนื่อย นอนราบไม่ได้ และบวม
          กลุ่มงานภาวะหัวใจล้มเหลว และอายุรศาสตร์ การปลูกถ่ายหัวใจ ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย (Heart Failure and Transplant Cardiology) เป็นอีกหนึ่งกลุ่มงานที่มีบทบาททั้งการรักษาและการสร้างองค์ความรู้ เป็นคลินิกภาวะหัวใจล้มเหลวแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีการดูแล รักษาครอบคลุมทุกระยะของความผิดปกติ ตั้งแต่ การให้ความรู้ การใช้ยา การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ ไปจนถึงการปลูกถ่ายหัวใจ และ หัวใจเทียม (เครื่องพยุงหัวใจ) ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางที่ฝึกอบรม ด้านภาวะหัวใจล้มเหลวจากต่างประเทศ 3 ท่าน ซึ่งหลักสูตรนี้ เป็นสาขาใหม่และยังไม่มีการฝึกอบรมนี้ในประเทศไทย ได้แก่ ผศ.พญ.ศริญญา ภูวนันท์ (หัวหน้ากลุ่มงานภาวะหัวใจล้มเหลว), นพ.สราวุฒิ ศิวโมกษธรรม และ นพ.เอกราช อริยะชัยพาณิชย์
          ทั้งนี้ นพ.เอกราช อริยะชัยพาณิชย์ กล่าวว่า กลุ่มอาการนี้ ไม่ใช่โรค แต่เป็นสภาวะที่หัวใจอ่อนแรงและไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยง ส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ตามปกติ และยังเป็นภาวะสุดท้ายของโรคหัวใจ ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น โรคลิ้นหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจ พิการแต่กําเนิด เป็นต้น
          เมื่อได้ชื่อว่าเป็นภาวะเรื้อรัง จึงสามารถรักษาได้ แต่ไม่หายขาด จําเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดเพื่อดูแลผู้ป่วยภาวะนี้ ทั้งการใช้ยาขับปัสสาวะ เพื่อช่วยขับน้ําส่วนเกินที่คั่งอยู่ ออกจากร่างกาย การใช้ยาหัวใจที่เหมาะสม จะเพิ่มโอกาสที่หัวใจจะบีบตัวดีขึ้น แข็งแรงมากขึ้น โดยลดความดัน หรือ ทําให้หัวใจบีบช้าลงลดการใช้พลังงาน ผู้ป่วยก็จะรู้สึกเหนื่อยน้อยลง อีกทั้งยังต้องปรับการให้ยาตามสภาวะอาการอยู่เสมอ การดูแลผู้ป่วย 1 คน จึงต้องอาศัยทั้งแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบําบัด และเภสัชกร ดังนั้นการ ทํางานเป็นทีมจึงเป็นปัจจัยสําคัญของความสําเร็จในการรักษาและฟื้นฟู ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งกลุ่มงานนี้ได้ตอบโจทย์ผู้ป่วยในด้านความพร้อม ของทีม ตั้งแต่ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข แพทย์ เภสัช นักโภชนาการ รวมถึงแพทย์หัวใจและผ่าตัดหัวใจทุกด้าน
          สําหรับแนวทางการรักษาผู้ป่วยของกลุ่มงานภาวะหัวใจล้มเหลว รพ.จุฬาฯ คือการให้ผู้ป่วยจะต้องเป็นศูนย์กลางของการรักษา เป็นเจ้านาย ของร่างกายตนเอง เน้นการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและญาติ เพื่อให้สามารถ ดูแลตนเองได้ โดยมีทีมแพทย์ทําหน้าที่เป็นเพียงโค้ชช่วยแนะแนวทางที่ ถูกต้อง เพราะทุกๆ พฤติกรรมการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็น การลดการทานเค็ม การออกกําลังกาย การหมั่นตรวจเช็คความเปลี่ยนแปลงของน้ําหนักตนเอง หรือแม้กระทั่งการทานยาอย่างสม่ําเสมอ คือหัวใจสําคัญของการดํารงอยู่ ด้วยวิถีชีวิตที่ดีขึ้น
          ทีมแพทย์ กลุ่มงานภาวะหัวใจล้มเหลว และอายุรศาสตร์ การปลูกถ่ายหัวใจได้ฝากถึงการดูแลตนเองของผู้ป่วยอีกด้วยว่า ปัจจุบันยังมี ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลว คือการให้ผู้ป่วยนอนพักผ่อน ห้ามใช้แรง แต่ในสําหรับการดูแลตนเองที่ถูกวิธีนั้น ผู้ป่วยควรออกกําลังกาย ร่วมกับการรักษาโดยทีมแพทย์ เพื่อให้หัวใจแข็งแรงขึ้นและทํางานใกล้เคียงสภาวะปกติ ทั้งนี้คนในครอบครัวก็จะต้องมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะการลดการทานเค็ม ซึ่งเป็นปัญหาหลักของคนไทย รวมถึงการสร้าง แรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กันด้วย
          เพราะ “หัวใจล้มเหลว” ไม่ได้ล้มเหลว และน่ากลัวเสมอไป เรา “ประสบความสําเร็จ” ในการสร้างวิถีชีวิตที่ดีขึ้นได้ด้วยการดูแลตนเอง และคนในครอบครัวที่เรารักอย่างถูกวิธี
สําหรับผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ
          กลุ่มงานภาวะหัวใจล้มเหลวและอายุรศาสตร์การปลูกถ่ายหัวใจ ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อาคาร สก ชั้น 17 ห้อง 1711 โทรศัพท์ (02) 256 5371, (081) 383 9302