FACELIFT ดึงหน้า บอกลาริ้วรอย โดยไม่หลงเชื่อสื่อโซเชียล

ในยุคปัจจุบันที่การทําศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า เพื่อความงามเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ผู้ที่กังวลใจใน ปัญหาเรื่องความหย่อนคล้อยและริ้วรอยแห่งวัยต่างก็มี ทางเลือกในการเข้ารับบริการจากสถานเสริมความงาม และสถานบริการทางการแพทย์ที่หลากหลาย ง่ายดาย และสะดวกมากขึ้น คอลัมน์บอกเล่าก้าวทันหมอฉบับนี้ จึงมีเรื่องราวของการทํา Facelift และข้อพึงระวังที่ จะมาเล่าสู่กันฟังโดยศัลยแพทย์ตกแต่งผู้เชี่ยวชาญแห่ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

รศ.นพ.นนท์ โรจน์วชิรนนท์ ศัลยแพทย์ตกแต่ง ประจําโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า คําว่า Faceift นั้นหากแปลให้ถูกต้อง คือ “ยกหน้า” แต่คนไทยเรียกว่า “ดึงหน้า” จนกลายเป็นคําเรียกติดปาก และใช้กันจนเป็นทางการไปแล้ว ทั้งนี้ ศัลยกรรมดึงหน้ามี วัตถุประสงค์เพื่อแก้ไข อาการหย่อนยานของใบหน้าและลําคอ ทําให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้น

ในการทํา Facelift นั้น เราพิจารณาใบหน้าได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนบน คือ การยกคิ้วและหน้าผาก ส่วนกลาง คือ การ แก้ไขการหย่อนตัวของแก้ม ร่องน้ําตา และร่องแก้ม และส่วนล่าง คือ การแก้ไขความ หย่อนคล้อยบริเวณมุมปาก แก้มส่วนล่าง และใต้คาง หรือที่เราเรียกกันว่า เหนียง นั่นเอง ซึ่งการทํา Facelift สามารถแก้ไขได้ทั้ง 3 ส่วน หรือเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งที่เป็น ปัญหาก็ได้ ทั้งนี้ ริ้วรอยและความหย่อนคล้อย ที่เป็นปัญหาและ สร้างความกังวลใจนั้น อาจเกิดจากการขยับของใบหน้าตามการ แสดงออกทางอารมณ์ การเปลี่ยนแปลงตามอายุที่มากขึ้น การหย่อนคล้อยตามแรงโน้มถ่วงของโลก โดยผู้เข้ารับบริการ Facelift มักจะมีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป ซึ่งคนวัยนี้จะเริ่มเกิดปัญหา ที่บริเวณใบหน้าส่วนบน นั่นคือ ริ้วรอยบนหน้าผากและรอบดวงตา เป็นอันดับแรก

ความก้าวหน้าของ Facelift ในปัจจุบัน คือ การผ่าตัด แบบส่องกล้อง ซึ่งได้รับความนิยมในประเทศ สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 และปีต่อมา รศ.นพ.นนท์ ก็ได้นําเทคโนโลยีนี้เข้ามา ใช้ในประเทศไทย เป็นครั้งแรก ด้วยการทํา Endoscopic Brow Lift หรือการศัลยกรรมยกคิ้วด้วยการส่องกล้อง เพื่อแก้ปัญหา คิ้วตกซึ่งทําให้เกิดสิ่งที่เรียกกันว่า หนังตาตก ปัจจุบันได้พัฒนามาสู่การใช้ กล้องส่องสําหรับหน้าส่วนอื่นด้วย รศ.นพ.นนท์ กล่าวว่า สังคมยุคใหม่มีการใช้สื่อออนไลน์เพื่อ ส่งเสริมการตลาดของธุรกิจ สถานพยาบาลและ สถานเสริม ความงาม หลายคนตั้งตนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมดึงหน้า แต่ทราบกันหรือไม่ว่าผู้เชี่ยวชาญ ที่แท้จริง คือ ศัลยแพทย์ตกแต่ง มีอยู่เพียง 300 กว่าคนเท่านั้นในประเทศไทย อีกทั้งคําโฆษณา รีวิว หรือกระทู้ต่างๆ ที่กล่าวอ้างถึงการผ่าตัดแผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว แท้จริงแล้วอาจจะไม่เป็นความจริง เทคนิคที่ใช้จะต้องพิจารณาจาก ปัญหาริ้วรอยและความหย่อนคล้อยของแต่ละบุคคล ซึ่งมีมากน้อย แตกต่างกันไป แผลที่เกิดขึ้นจากการผ่าตัดก็แปรผันตามปัญหา ที่ศัลยแพทย์ต้องแก้ไข รวมถึงสถานพยาบาล ที่ไม่ได้มาตรฐาน ขาดเครื่องมือช่วยชีวิต และมีการระงับความเจ็บปวดด้วยเจ้าหน้าที่ ที่ไม่ใช่วิสัญญีแพทย์ ซึ่งอาจทําให้ผู้เข้ารับบริการมีความเสี่ยง ถึงแก่ชีวิตได้

เมื่อถามถึงอุปสรรคของศัลยแพทย์ตกแต่งในการทํา Facelift ของสังคมไทยปัจจุบัน รศ.นพ.นนท์ กล่าวว่า

“ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างแท้จริง ของประชาชนเกี่ยวกับการทํา Facelift และศัลยกรรมอื่นๆ ยังคงเป็นสิ่งที่ น่ากังวลใจ เพราะหลายคนไม่ทราบปัญหา ที่แท้จริงของตนเอง ประกอบกับความ คาดหวังที่ค่อนข้างสูงในผลของการทํา Facelift ที่จะต้องสวยงามเหมือนบุคคลต้นแบบหรือรีวิวที่พบเจอ ในสื่อสังคม ออนไลน์ และมีผู้ ที่เห็นแก่ตัวไม่ใช่ ผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงจํานวนมากมาย พ ร้ อมที่จะหลอกลวงให้ บริการ เพื่อประโยชน์ส่วนตน”

ดังนั้น การตัดสินใจทําศัลยกรรมใดๆ จึงควรพูดคุย ปรึกษาแพทย์ในสถานพยาบาลที่มีความน่าเชื่อถือ หาข้อมูลเพื่อ ประกอบการตัดสินใจ เช่น การมีผู้เชี่ยวชาญทั้งศัลยแพทย์ตกแต่ง และวิสัญญีแพทย์ใน สถานพยาบาลนั้นๆ การประเมินความคาดหวัง ของตนเอง รวมถึงการไตร่ตรองถึงผลที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ภายหลังการทําศัลยกรรมด้วย

http://www.tmc.or.th/check_md/ สําหรับตรวจสอบรายชื่อแพทย์จากฐานข้อมูลแพทยสภา http://www.plasticsurgery.or.th/st.php สําหรับตรวจสอบรายชื่อศัลยแพทย์ตกแต่ง