นิติเวชศาสตร์กับผลงาน “ตรวจดีเอ็นเอ (DNA) พิสูจน์สัญชาติไทย”

“คนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ” เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สังคมไทยไม่อาจจะมองข้ามได้ เพราะบุคคลเหล่านี้คือ ผู้ปราศจากหลักฐานถิ่นอาศัยที่ออกให้โดยรัฐทำให้คนกลุ่มนี้ขาดสิทธิในการเข้าถึงบริการพื้นฐานต่างๆที่พึงได้รับ จากหน่วยงานของรัฐ เช่น สิทธิในการศึกษาและสิทธิในระบบสุขภาพ เป็นต้น อุปสรรคดังกล่าวส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของพวกเขาเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งปัจจุบันภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถพิสูจน์ความจริงของปัญหานี้ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมได้ด้วยการตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์สัญชาติไทย

รศ.นพ.กรเกียรติ วงศ์ไพศาลสิน หัวหน้าหน่วย นิติเซโรวิทยาและพันธุศาสตร์ ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะเริ่มโครงการตรวจดีเอ็นเอ (DNA) พิสูจน์สัญชาติไทย ได้มีการสำรวจทางทะเบียนราษฎร์พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่ม คนไร้รัฐอาศัยอยู่มากกว่า 500,000 คน โดยเฉพาะตามแนวรอยต่อระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านและ ในกลุ่มชาวเขา สาเหตุที่ทำให้คนกลุ่มนี้มีสถานะเป็นคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ส่วนใหญ่เกิดจากขาดหลักฐานทางทะเบียน คือ การแจ้งเกิดนั่นเอง

ทั้งนี้ กลไกหนึ่งที่จะสามารถคืนสิทธิให้กับคนไร้รัฐไร้สัญชาติได้ ก็คือ การตรวจสารพันธุกรรมพิสูจน์สัญชาติ โดยอาศัยหลักของการพิสูจน์ความสัมพันธ์กับบุคคลอ้างอิง (เครือญาติ) ที่มีสัญชาติไทยถูกต้องตามกฎหมาย แต่ราคาของ การตรวจและความสามารถของหน่วยงานในประเทศในการให้บริการตรวจสารพันธุกรรมชนิดดังกล่าวได้นั้น กลับเป็น อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การตรวจสารพันธุกรรมเข้าถึงได้ยาก จากปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวนี้ หน่วยนิติเซโรวิทยาและพันธุศาสตร์ ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย จึงได้จัดโครงการบริการตรวจสารพันธุกรรมเพื่อพิสูจน์ในกลุ่มบุคคลไร้รัฐ ภายใต้ชื่อโครงการ “ตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์สัญชาติไทย ในบุคคลไร้สัญชาติ 660 ครอบครัว เพื่อเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกา ผู้อำนวยการสภากาชาดไทย” ในปี พ.ศ. 2558 โดยให้บริการตรวจดีเอ็นเอที่รวดเร็ว ถูกต้อง และได้มาตรฐานตามหลักสากล เริ่มจาก กลุ่มคนไร้รัฐตามพื้นที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ในจังหวัดราชบุรี ระนอง กระบี่ และตาก รวมทั้งสิ้น 660 ครอบครัว

(ประมาณ 2,000 ตัวอย่าง) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้โอกาสและคืนสิทธิอันพึงมีให้กับกลุ่มคนไร้สัญชาติ รายได้น้อยที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยอาศัยความร่วมมือจากโรงพยาบาลสาธารณสุขประจำท้องที่ ที่ว่าการอำเภอโดย กระทรวงมหาดไทย และกลุ่มนักวิชาการด้านกฎหมายการให้สัญชาติ ในการประสานงาน คัดกรองครอบครัวตามกฎเกณฑ์ที่สามารถ

ตรวจด้วยดีเอ็นเอได้ และการจัดงานทะเบียนบุคคลผู้มารับการตรวจ อีกทั้งในหลายพื้นที่ก็มีทีมกฎหมายคอยช่วยเหลือให้คำแนะนำต่างๆ เช่น การขอสัญชาติ การแจ้งเกิดบุตรให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาซ้ำอีกในอนาคต ล่าสุดโครงการนี้ได้ดำเนินการแล้วเสร็จพร้อมทั้งสรุปผลการดำเนินงานเรียบร้อยแล้ว

รศ.นพ.กรเกียรติ กล่าวว่า จากการที่ได้มีโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ทำให้เราทราบปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้ ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์สัญชาติไทยนั้นมีจำนวนมาก และการเดินทางไกลเพื่อเข้ามาตรวจในกรุงเทพฯ ก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ทำให้พวกเขาเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงบริการตรวจได้ ดังนั้น เราจึงได้ประสานงานกับทะเบียนราษฎร์ กระทรวงมหาดไทย เพื่อสำรวจและคัดกรองครอบครัวที่มีความจำเป็นในการตรวจและขาดแคลนทุนทรัพย์ จากนั้นทีมงานจะลงพื้นที่ตามข้อมูลที่ได้รับและดำเนินการเก็บตัวอย่างเพื่อนำไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ เมื่อตรวจเสร็จแล้วจะส่งผลการตรวจวิเคราะห์ไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อคืนสิทธิเป็นบุคคลสัญชาติไทยต่อไปอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าจดจำและเป็นส่วนหนึ่งของโครงการตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์สัญชาติไทยในบุคคลไร้สัญชาติฯ นั่นคือ คำขอจากบิดาซึ่งเป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายและอาจมีชีวิตอยู่อีกไม่เกิน 1 เดือน ณ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ โดยความปรารถนาสุดท้ายนี้คือ ผู้ป่วยต้องการให้ลูกทั้ง 6 คนที่ยังไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร์ (เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 1 คน) ได้มีสถานะฯ และได้รับบัตรประชาชนไทย ด้วยเหตุนี้หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งทีมนิติเวชศาสตร์ จุฬาฯ แพทย์ประจำโรงพยาบาลในจังหวัดกระบี่ และผู้ดูแลผู้ป่วย จึงร่วมประสานงานและตรวจดีเอ็นเอจากเลือดของผู้ป่วยและทายาททั้งหมด ทำให้ลูกทั้ง 6 คนได้รับสถานะทางทะเบียนราษฎร์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตามความปรารถนาสุดท้ายของผู้เป็นบิดา

นอกจากนี้ รศ.นพ.กรเกียรติ ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า การที่เราสามารถระบุสัญชาติให้คนกลุ่มนี้ได้นั้น จะช่วยลดปัญหาด้านงบประมาณในการดูแลรักษาบุคคลไร้รัฐในโรงพยาบาลต่างๆ ในพื้นที่ที่ต้องดูแลคนกลุ่มนี้ตามหลักมนุษยธรรม ทำให้เกิดภาระรายจ่ายที่ทางโรงพยาบาลต้องแบกรับไว้ เมื่อบุคคลได้รับการพิสูจน์สัญชาติไทยเรียบร้อยแล้ว ก็ย่อมทำให้การตั้งงบประมาณการรักษาพยาบาลเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสมมากยิ่งขึ้นด้วย