Home arrow เอกสาร วารสาร arrow การบาดเจ็บทางสมอง
Monday, 21 April 2014
 
 
การบาดเจ็บทางสมอง Print

นิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 20 ฉบับที่ 304 มิถุนายน 2540

ขณะนี้ภาวะการจราจรในเมืองไทยเริ่มวิกฤตหนักขึ้นทุกวัน ยิ่งเป็นช่วงเปิดเทอมจะพบกับปัญหารถติดมากขึ้น รถยิ่งติด ก็เพิ่มความรีบร้อนที่จะไปให้ถึงจุดหมาย คนในกรุงเทพฯ จึงเริ่มหันมาสนใจใช้บริการมอเตอร์ไซด์มากขึ้นเพราะสะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องติดอยู่บนท้องถนนเหมือนรถอื่น ช่องเล็กช่องน้อยขอให้แทรกตัวไปได้ ผู้ขับขี่ก็จะพยายามพารถเคลื่อนไปข้างหน้าให้มากที่สุด ไม่เพียงแต่ ไม่ต้องรอรถติดเท่านั้น เวลาจะจอดยังหาที่จอดได้ง่าย แต่ระวังอย่าไปจอดผิดที่ผิดทางเข้าจะถูกจับเสียค่าปรับได้

 

ถ้าเดินอยู่บนทางเท้าหรือนั่งอยู่บนรถลองสังเกต ดูตามถนน ทั้งในช่วงเช้าและช่วงเย็นว่าจำนวนนักเรียนที่ใช้บริการมอเตอร์ไซด์รับจ้างนั้น มีกี่คนที่ใส่หมวกกันน็อกบ้าง ในช่วงหนึ่งเราจะพบว่า มีการขวดขัน ในเรื่องการสวมหมวกกันน็อก รณรงค์ให้มีการสวมหมวกกันน็อก ก็เห็นคนสวมกันนะ แต่ก็สวมเป็นแบบลักษณะแฟชั่น เพื่อความสวยงาม หมวกไม่ได้มาตรฐาน ไม่คลุมลงมาถึงบริเวณท้ายทอย วัสดุในการทำหมวกก็ไม่ดี ไม่สามารถรับแรงกระแทกที่แรงๆ ได้ ผู้ขี่มอเตอร์ไซด์และผู้ซ้อนท้าย ไม่รู้จักรักษาชีวิตและสุขภาพของตัวท่านเองเลย แล้วอย่างนี้ ท่านจะไปรู้จักรักชีวิตและสุขภาพของคนอื่นได้อย่างไร

 

 

การสัญจรคมนาคมที่สะดวกรวดเร็วในขณะนี้จะเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บที่สมอง ถ้าท่านรู้ถึงอันตรายในการไม่สวมหมวกกันน็อก ท่านจะยังคงไม่สวมอยู่หรือเปล่า ?
สาเหตุที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บที่สมอง คือ การตกจากที่สูง ซึ่งการตกจากที่สูงจะได้พบมากในเด็ก เช่น มีการปีนไปหยิบของตามระเบียบหรือหลังคา หรือไม่ก็ปีนต้นไม้ นั่งเล่นอยู่ในที่สูงๆ แล้วพลัดตกลงมาโดยหัวไปกระแทกกับพื้น อย่างรุนแรงก็มีให้เห็นบ่อยๆ นอกจากนั้นยังมีสาเหตุที่เกิดจาก การเล่นกีฬาเช่นฟุตบอลหรือรักบี้

 

 

อายุช่วงไหนที่พบว่ามีการบาดเจ็บของสมองมากที่สุด
เพศชายจะพบมากกว่าเพศหญิง ซึ่งเป็นธรรมชาติของผู้ชาย จะโลดโผนกว่าผู้หญิงอยู่แล้วช่วงอายุ 15-24 ปี พบว่า มีการบาดเจ็บจากสมอง เกิดจากอุบัติเหตุจากการคมนาคมมากที่สุด รองลงมาคือ ในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปีและในผู้สูงอายุส่วนใหญ่ จะเกิดจากการหกล้มหรือตกจากที่สูง

 

เด็กที่อยู่ในช่วงวัยอายุน้อยกว่า 5 ปี มีปริมาณมาก ที่ได้รับอุบัติเหตุที่สมอง เนื่องมาจากกำลังอยู่ในวัยซุกซน ขาดความระมัดระวังในการดูแลตนเอง คุณพ่อคุณแม่ควรจะต้องดูแล อย่างใกล้ชิดระวังอุบัติเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่สูงๆ อย่าให้เด็กปีนป่าย จะเป็นการดีกว่า

 

 

การได้รับอันตรายทางสมองขึ้นอยู่กับสภาพของความรุนแรง ที่สมองได้รับ และบริเวณของสมองที่มีปัญหา
เราคงจะเคยได้ยินผู้ที่ใกล้ชิดกับบุคคลที่มีปัญหา จากการบาดเจ็บที่สมองว่า ตอนแรก (วันแรก) ที่เป็นหรือว่าเกิดอุบัติเหตุ ไม่เห็นเป็นอะไรเลย อยู่ดีๆ ก็อาการทรุดหนักลงเรื่อยๆ การที่สมอง ได้รับความกระทบกระเทือนในช่วงแรกอาจจะยังไม่แสดงอาการออกมา ในบางคนอาจจะแค่ปวดศีรษะเท่านั้นเอง แต่เมื่อไรที่เลือดออกในสมอง แล้วไปกดเบียดเนื้อสมองทำให้สมองสูญเสียการสั่งงานไปที่ระบบต่างๆ ของร่างกาย ที่สมองส่วนนั้นควบคุมการทำงานก็จะเริ่มแสดงอาการ เช่น ซึมลงเรื่อยๆ อาเจียน ปวดศีรษะมากขึ้น แขนหรือขาไม่มีแรง อย่านิ่งนอนใจรีบส่งโรงพยาบาลทันที

 

การได้รับความรุนแรงอย่างมากจะทำให้ผู้บาดเจ็บ อาจจะไม่มีอาการตอบสนองเราในช่วงแรกก็ได้ คืออยู่ในอาการปลุกไม่ตื่น ไม่มีการโต้ตอบ ตาจะปิดตลอดเวลาซึ่งต่อมาตาจะเปิด ถ้าอาการทางสมอง ดีขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งจะสามารถทำตามสั่งได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ จะไม่สามารถพูดโต้ตอบได้ แต่ออกเสียงได้ในช่วงแรก ควรจะใช้คำถามคำตอบที่สั้นๆ ง่ายๆ เช่นใช้การฝึกตอบว่า ใช่หรือไม่ใช่ ก่อนก็จะดี แต่ถ้ากรณีที่ได้รับอันตรายในสมองส่วนที่ควบคุมเกี่ยวกับการพูด จะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถพูดหรือสื่อสารกับบุคคลอื่นรู้เรื่อง

 

ในบางรายอาจมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น วุ่นวาย แปรปรวน หรือว่าช้าตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้น้อย ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ไม่มีแรงจูงใจ หรือกล่าวกันง่าย ๆ คือไม่มีความคิดริเริ่มที่จะทำอะไร ญาติๆ อย่าหมดกำลังใจตามไปก็แล้วกัน ช่วงนี้เป็นช่วงที่เรา จะต้องดูแลควบคุมในเรื่องสิ่งแวดล้อม คอยให้กำลังใจ กระตุ้นการเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งต่อมาจะมีการปรับเปลี่ยนสามารถจำเหตุการณ์ได้บ้าง อาจจะเป็นลักษณะวันต่อวัน การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ายังไม่ดี การสื่อความหมายโดยการใช้ภาษาอาจมีปัญหาอยู่ การดูแลรับผิดชอบตัวเอง เช่น การอาบน้ำ ทานข้าว การควบคุมปัสสาวะดีขึ้น เป็นช่วงที่จะต้องฝึก การทำงานบ้านและปฏิบัติตัวในสังคม บางคนสามารถกลับไปศึกษาต่อ หรือประกอบอาชีพได้

 

ปัญหาทางร่างกายที่พบในผู้ป่วยที่บาดเจ็บทางสมอง

 

ไม่เพียงแต่ผู้บาดเจ็บทางสมองจะมีปัญหาที่สมองอย่างเดียว แต่ยังมีปัญหาที่หลงเหลืออยู่คือทางด้านร่างกาย เป็นที่รู้ๆ กันอยู่แล้วว่า สมองจะควบคุมการทำงานของร่างกาย ของแขนขาหรือว่าอวัยวะที่สมองนั้น ควบคุมอยู่ ที่พบบ่อยที่สุดคือปัญหาในการควบคุมท่าทางและการเคลื่อนไหว ความผิดปกติของระดับความหดเกร็งของกล้ามเนื้อช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อ ในผู้ป่วยที่เคลื่อนไหวไม่ได้จะมีข้อติดยึดแข็ง เช่น ข้อศอก ข้อมือ ข้อนิ้ว สะโพก เข่า และเท้า ในเรื่องของความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะเกิดการทำงาน ที่ผิดของกล้ามเนื้อได้ถ้าได้รับการฝึกไม่ถูกต้อง

 

ขั้นตอนในการดูแลอย่างคร่าว ๆ

 

ขั้นตอนแรก คงจะต้องเป็นในเรื่องของสภาพแวดล้อม สภาพแวดล้อมของที่อยู่คนไข้ควรจะต้องอยู่ในอากาศถ่ายเทสะดวก มีแสงแดดส่องถึงพยายามให้เห็นสิ่งแวดล้อมที่ดี มีการพูดคุยกับคนไข้ กระตุ้นความจำในเรื่องเก่าๆ ฝึกออกเสียงด้วยคำตอบสั้นๆ ง่ายๆ มีการให้นับตัวเลข ใช้การนับซ้ำๆ การพูดโต้ตอบด้วยคำถามง่ายๆ ตอบสั้นๆ ฝึกให้พลิกตะแคงทั้งด้านซ้ายและขวา ฝึกการลงน้ำหนัก ทั้งแขนและขา ดูในเรื่องการทรงตัวทั้งท่านั่งและยืนว่าเป็นอย่างไร ทรงตัวดีหรือยัง อีกทั้งในเรื่องการเดิน การหยิบจับสิ่งของว่าเป็นอย่างไร มีความชำนาญมากแค่ไหน

 

การฝึกต่างๆ ควรจะได้รับการดูแลจากทางด้านนักกายภาพบำบัด จะเป็นการดี เพราะการฝึกบางอย่างต้องอาศัยการเรียนรู้เทคนิคต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากเรื่องของสมองเป็นเรื่องละเอียดซับซ้อน การตรวจประเมินคนไข้รวมทั้งการรักษาจะต้องมีความละเอียดมาก ทางด้านนักกายภาพบำบัดจะบอกกับทางผู้ปกครองหรือญาติคนเจ็บว่า คงจะต้องทำอย่างไรบ้างอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ได้ตรวจประเมินคนไข้แล้ว เทคนิคหรือวิธีการฝึกอย่างละเอียดจะได้เรียนรู้อย่างมีลำดับขั้นตอน ที่กล่าวมาเป็นวิธีคร่าวๆ ว่าจะต้องดูแลในเรื่องใดบ้างเท่านั้น

 

คำถามยอดนิยมที่จะถูกถามบ่อยที่สุดคืออะไร

 

เมื่อไหร่คนไข้หรือผู้บาดเจ็บจากสมองได้รับความกระทบกระเทือน จะมีอาการดีขึ้น คำตอบคือ การหมั่นฝึกหรือความอดทนที่ทางญาติจะสอน หรือกระตุ้นให้มีการเรียนรู้
พบว่าส่วนใหญ่จะฟื้นตัวในช่วง 6 เดือนแรก การฟื้นตัวด้านการเคลื่อนไหวและการพูดมักจะเกิดขึ้นใน 3 เดือนแรก ในรายที่ช้าอาจมีการฟื้นตัวเต็มที่ภายใน 1-2 ปี

 

เห็นไหมแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นแต่นำปัญหามาให้มากมาย ทางที่ดีเวลาขับขี่หรือนั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์ควรจะต้องสวมหมวกกันน็อก ที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน อย่าขับขี่รถโดยประมาท รวมทั้งการดูแลบุตรหลาน อย่างใกล้ชิดอย่าประมาทเลินเล่อ การบาดเจ็บทางสมองจะได้ไม่เกิดขึ้น จะได้ไม่เกิดภาระต่อตัวท่านเอง อีกทั้งจะได้เห็นพัฒนาการที่สมบูรณ์ เป็นไปตามวัยของบุตรหลานของท่าน แต่บางครั้งการบาดเจ็บทางสมอง ก็เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ การฟื้นฟูสภาพของคนไข้เพื่อลดปัญหา และเป็นภาระต่อครอบครัวและสังคมจะเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุด

 
< Prev   Next >
 
 
Top! Top!